ล็อกอิน

กฎหมาย ประกาศ ระเบียบ

หน้า

ความคิดเห็นล่าสุด

ปฏิทินกิจกรรม

  อา พฤ
 
 
1
 
2
 
3
 
4
 
5
 
6
 
7
 
8
 
9
 
10
 
11
 
12
 
13
 
14
 
15
 
16
 
17
 
18
 
19
 
20
 
21
 
22
 
23
 
24
 
25
 
26
 
27
 
28
 
29
 
30
 
31
 
 
 

คุณอยู่ที่นี่

หน้าแรก » ข่าวและกิจกรรม

ข่าว

เชิญท่านที่สนใจร่วมประกวดตราสัญลักษณ์สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย (Disabilities Thailand : DTH)

ขอเชิญร่วมประกวดตราสัญลักษณ์ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย (Disabilities Thailand : DTH) ชิงรางวัล 20,000บาท

เกณฑ์ในการตัดสินคัดเลือก

1.ผลงานทุกชิ้นต้องสื่อความหมายได้ชัดเจน เข้าใจง่าย และจดจำง่าย โดยจำเป็นต้องมีตัวอักษร D T H  

2.ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประกวด ต้องแนบคำอธิบาย (Proposal) โดยระบุถึงแนวความคิดในการออกแบบ การสื่อความหมายการพัฒนาและคลี่คลายแนวคิด จนกลายเป็นชิ้นงานสำเร็จ รวมไปถึงรูปแบบของการนำไปใช้ในสื่อต่างๆ และรูปแบบการใช้สี (Full Colour, 2 Colours, Monotone) ฯลฯ

3.ผลงานทุกชิ้นต้องเป็นผลงานการออกแบบของผู้ส่งเอง (Original Design) โดยต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับตราสัญลักษณ์ตราอื่นๆ หากพบในภายหลังว่างานที่ผู้ส่งเข้าประกวด มีความคล้ายคลึงหรือเชื่อได้ว่าลอกเลียนแบบมาจากผลงานของผู้อื่นคณะกรรมการมีสิทธิ์ขาดในการไม่รับพิจารณา รวมทั้งสามารถดำเนินคดีกับผู้ส่งผลงานที่ลอกเลียนแบบได้

4.ผลงานที่ได้รับการคัดเลือก ถือเป็นกรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์โดยสมบูรณ์ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในการนำไปใช้งาน ยกเลิกการใช้งาน ดัดแปลงหรือแก้ไข โดยไม่ผูกพันกับผู้ออกแบบ

5.ผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นข้อยุติ

6.ส่งผลงานในรูปแบบของไฟล์ .AI พร้อมด้วยคำอธิบายเป็นไฟล์นามสกุล .PDF มาที่ cpdtthailand@gmail.com หรือนำส่งผลงานมาที่ ๒๕๕ ห้อง ๖-๘ ชั้น ๓ อาคารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ถนนราชวิถี  แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร  10400 โทร. 0 2354 4260

7.หมดเขตรับผลงานถึงสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 17.00 น.

8.ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประกวดจะเผยแพร่ทางเว็ปไซต์ www.cpdt.or.th เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cpdt.or.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม cpdtthailand@gmail.com หรือโทร. 02 354 4260

 

FAQ

 

Q : หนึ่งคน สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากกว่า 1 ผลงานได้หรือไม่ / จำกัดจำนวนผลงานต่อผู้ส่งหรือไม่

A : สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวดได้มากกว่า 1 ผลงาน ไม่จำกัดจำนวนต่อท่าน

 

Q : รางวัลทั้งหมดมีกี่รางวัล

A : รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล จำนวนเงิน 20,000 บาท

 

Q : จำเป็นต้องมี "สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย" ในตราสัญลักษณ์หรือไม่

A : ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย " ในตราสัญลักษณ์

 

 

ถอดบทเรียนทำซีแอลในอินเดีย ราคายารักษามะเร็งตับลดฮวบ 97% บริษัทยาอื่นๆแห่ยื่นข้อเสนอลดราคา

ถอดบทเรียนทำซีแอลในอินเดีย ราคายารักษามะเร็งตับลดฮวบ 97% บริษัทยาอื่นๆแห่ยื่นข้อเสนอลดราคา

นางสาวคาจัล บาร์ดวัจ นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาจากอินเดีย ได้กล่าวในเวทีเสวนา ‘เรียนรู้ประสบการณ์การทำซีแอลยามะเร็งจากอินเดีย’ ว่า ปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญการเข้าไม่ถึงยาหลังจากต้องทำตามความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ทริปส์ ขององค์การการค้าโลก ทำให้เราเห็นประเทศต่างๆเริ่มทยอยใช้มาตรการยืดหยุ่นทางกฎหมายซึ่งอนุญาตไว้ในข้อตกลงทริปส์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ประกาศบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล)

ล่าสุดเกิดขึ้นที่อินเดีย ซึ่งสำนักงานสิทธิบัตรของอินเดียได้มีคำตัดสินให้บริษัทแนทโก้ (Natco) ซึ่งเป็นบริษัทยาชื่อสามัญในอินเดียผลิตยารักษามะเร็งตับ sorafenib tosylate (Nexavar) ที่ติดสิทธิบัตรของบริษัทไบเออร์ เยอรมันนีได้ ซึ่งจะทำให้ราคาลดลงถึงร้อยละ 97 โดยจ่ายค่าชดเชยสูงให้กับบริษัทไบเออร์ร้อยละ 6 ของราคาขายยาชื่อสามัญซึ่งถ้าไบเออร์ เจ้าของสิทธิบัตรไม่พอใจก็สามารถอุทธรณ์ได้หากมีหลักฐานมากพอว่า ราคายาของบริษัทฯลดลงมากจนทำให้ประชาชนเข้าถึงได้แล้ว หลังจากนั้นบริษัทยายักษ์ใหญ่ อย่าง โรช ก็มามีข้อเสนอเพื่อลดราคายามะเร็งอีก 2 ตัว คือ Herceptin และ MabThera แต่ข้อเสนอยังไม่น่าสนใจ เพราะต้องดูที่ว่า ราคาเป็นธรรมไหม จะลดแค่ 10-20% คงไม่พอ

“การทำซีแอลตัวแรกของอินเดียครั้งนี้ สำนักสิทธิบัตรได้ชี้เหตุผลสำคัญคือ ยามีราคาแพงมากจนผู้ป่วยที่สามารถหาซื้อยานี้ได้มีแค่ 2% ของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาทั้งหมด และหลังจากได้สิทธิบัตรไปแล้วบริษัทไบเออร์ไม่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่อินเดียเลย ซึ่งได้สร้างกระแสความตื่นตัวในอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญของอินเดียอย่างมาก เพราะมีความชัดเจนว่ากฎหมายในเรื่องการประกาศใช้สิทธิที่จริงแล้วปฏิบัติอย่างไร ฉะนั้นตอนนี้เริ่มมีบริษัทที่สนใจที่จะร้องสำนักงานสิทธิบัตรเพื่อขอให้ประกาศซีแอลเพิ่มในยาต้านไวรัสเอชไอวี/เอดส์ และ ยารักษามะเร็งอื่นๆที่มีราคาแพงมากจนทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยา และยิ่งมีความตื่นตัวมากในกลุ่มผู้ป่วย เพราะพวกเขาเริ่มเล็งเห็นว่า หนทางที่ทำให้มียาดี ราคาถูก คนเข้าถึงได้ มีความยั่งยืนกว่ารอรับบริจาคจากบริษัทยาข้ามชาติ”

นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาจากอินเดีย ยังกล่าวว่า การทำซีแอลของอินเดีย ยังทำให้บริษัทยาข้ามชาติตระหนักว่า ในกฎหมายสิทธิบัตรมีสองด้าน คือด้านรักษาผลประโยชน์ของผู้ทรงสิทธิและด้านรักษาประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ดูแลให้สมดุลย์กัน ซึ่งประเด็นนี้ได้เขียนในคำประกาศซีแอลของอินเดียอย่างชัดเจน

“ถึงคุณจะมีสิทธิบัตรผูกขาดก็ไม่ได้ หมายความว่า คุณจะใช้มันแสวงหากำไรบนชีวิตมนุษย์อย่างไร้ขอบเขต แน่นอนว่า ประสบการณ์ของเราก็คล้ายคลึงกับไทย ถูกกระแสโจมตีทางสื่อจากการทำประชาสัมพันธ์ของบริษัทยาข้ามชาติ แต่ด้วยความโปร่งใส ชัดเจน เช่นที่รัฐบาลไทยเคยทำก็ทำให้การโต้แย้งหรือการโกหกในที่สาธารณะฟังไม่ขึ้น แม้แต่รัฐมนตรีพาณิชย์ สหรัฐฯ ก็มาขู่รัฐมนตรีพาณิชย์ของเราฯ ว่า เขาไม่พอใจ ซึ่งรัฐบาลอินเดียชี้แจงไปว่า กลไกยืดหยุ่นนี้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงยาของประชาชน อันเนื่องมาจากการตั้งราคายาที่แพงสุดขีดโดยบริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตร”

ทั้งนี้นักกฎหมายจากอินเดียยังชี้ว่า จากประสบการณ์การประกาศซีแอลของไทยจนมาถึงปัจจุบันก็ชี้ชัดว่า ข้ออ้างที่การทำซีแอลจะไปทำลายการวิจัยและพัฒนายาใหม่ และการลงทุนต่างๆก็ไม่เป็นความจริง เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมไบโอเทคเล็กๆ และการวิจัยในมหาวิทยาลัยยังทำวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมยายักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ไม่ทำวิจัยยาใหม่ แต่มักหากินด้วยการเปลี่ยนแปลงยาเก่าเล็กน้อยเพื่อจดสิทธิบัตรผูกขาดไปเรื่อยๆที่เรียกว่า evergreening patent

ทางด้าน รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการบริหารแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) จุฬาฯ กล่าวว่า ภายหลังการประกาศบังคับใช้สิทธิของไทยมีการทำงานต่อเนื่องทางด้านนโยบายและพัฒนากลไกต่างๆเพื่อให้คนไทยเข้าถึงยาและพัฒนางานวิจัย โดยเฉพาะที่กำลังดำเนินอยู่ตามนโยบายแห่งชาติด้านยา แต่ก็จะพบว่า อุตสาหกรรมยาข้ามชาติพยายามแทรกเข้าไปในทุกองคาพยพเพื่อขัดขวางกลไกเหล่านี้ เพราะเกรงว่าจะไปทำให้กำไรของพวกเขาลดลง ซึ่งเป็นหน้าที่ของเครือข่ายผู้ป่วยและประชาสังคมต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ดังนั้น ประสบการณ์ของอินเดียจึงเป็นแรงกระตุ้นที่จะทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยพิจารณาใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีอยู่ในกฎหมายเพื่อสร้างสมดุลย์ระหว่างประโยชน์ของผู้ทรงสิทธิและประโยชน์สาธารณะ และกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยาตระหนักว่า อย่าเอาแต่แสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่นึกถึงประโยชน์ของประชาชน

ข่าวจาก http://www.matichon.co.th

 

ออทิสติกโลก World Autism Awareness Day

ออทิสติกโลก World Autism Awareness Day

               ในที่สุด กิจกรรมวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก หรือ World Autism Awareness Day 2 เมษายน ประจำปี 2555 ก็สำเร็จตามเป้าประสงค์ทุกประการ ซึ่งเฉพาะในประเทศไทย มี 18 จังหวัดที่ประกาศจัดกิจกรรม และกำลังทยอยรายงานผลผ่าน Facebook ของเครือข่ายองค์กรหลักที่เป็นแกนนำจัดกิจกรรมทั่วประเทศ ได้แก่มูลนิธิคุณพุ่ม สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) มูลนิธิออทิสติกไทย และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติองค์กรในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ 
               - กรุงเทพมหานคร: จัดงานใหญ่ มีเด็กๆ ครอบครัว และประชาชนร่วมงานกว่่า 800 คน โดยท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รองผู้ว่าราชการท่าน ๒ คน คือนางทยา ทีปสุวรร และพญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจได้มาร่วมกิจกรรมด้วย ในส่วนมูลนิธิคุณพุ่ม นายพโยม ชินวงศ์ เลขานุการมูลนิธิคุณพุ่ม ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในโอกาสวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก
                ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการเป็นประธานเปิดงานวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทีสติกโลก หรือ World Autism Awareness Day (WAAD) ณ สวนวชิรเบญจทัศน์ (สวนรถไฟ) ว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกตระหนักถึงการ พัฒนาระบบการคัดกรอง กระตุ้นให้มีการช่วยเหลือเด็กในระยะเริ่มแรก รวมถึงการดูแลส่งเสริมสุขภาพ การศึกษาและการดำเนินชีวิตอย่างอิสระ โดยกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศในทุกภูมิภาคได้ร่วมจัดงานในวันนี้เช่นกัน
                มรว.สุขุมพันธุ์ ได้กล่าวอีกว่า กทม.ตระหนักถึงความสำคัญของบุคคลออทิสติก ซึ่งมีเด็กและบุคคลออทิสติกมากที่สุดของประเทศตามสัดส่วนประชากรโดยคำนวณตามหลักสถิติ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน หากได้รับการคัดกรอง หรือค้นพบได้เร็วและส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและบุคคลออทิสติกได้เร็วมากเท่าไร ก็ยิ่งจะช่วยให้พัฒนาดีขึ้น ลดพฤติกรรมหรือภาวะออทิสติกมากเท่านั้น การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้โลกได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญดังกล่าว เนื่องจากบุคคลออทิสติกมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกภูมิภาค ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดกว่า ๑๐๐ แห่ง จึงได้จัดการเรียนการสอนร่วมระหว่างเด็กออทิสติกกับเด็กปกติ รวมถึงจัดให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง ๖๘ แห่ง โดยได้ร่วมกับอาสาสมัคร และโรงเรียนร่วมในสังกัด กทม. คัดกรองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการช่วยเหลือดังกล่าวด้วยการจัดบริการต่างๆ อาทิการจัดให้มีบริการทางการแพทย์ การจัดศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กพิเศษในโรงพยาบาลของกทม. การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนสังกัดกทม. ร่วมกับมูลนิธิคุณพุ่ม สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) มูลนิธิออทิสติกไทย รวมทั้งให้ผู้แทนผู้ปกครองบุคคลออทิสติกเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้านคนพิการและด้านการสวัสดิการสังคมของกรุงเทพมหานครด้วยจะมีการจัดกิจกรรมและบริการด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้บุคคลออทิสติได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานหรือแสดงศักยภาพในตัวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ช่วยเหลือตนเองและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติต่อไป
 

                นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานเครือข่ายออทิสติกอาเซียน (Asean Autism Network : AAN) และนายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ได้กล่าวว่า เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศข้อกำหนดที่๖๒/๑๓๙ ให้ถือว่า วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก หรือ World Autism Awareness Day : WAAD เพื่อให้มวลสมาชิกทั่วโลก จัดมาตรการ การสร้างเสริมเจตคติ การพัฒนาระบบคัดกรอง การวินิจฉัยการ และการจัดระบบการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกในด้านต่างๆ ซึ่งประเทศไทยเป็นชาติแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานในภูมิภาคอาเซียน และการจัดกิจกรรมวันรณรงค์ออทิสติกฯ ในประเทศไทยเป็นครั้งที่๒ โดยมี ๒๐ จังหวัด ได้พร้อมใจกันจัดงาน อาทิ จังหวัดตรังได้จัดงาน ณ สถานีรถไฟ จังหวัดขอนแก่นได้จัดงานสัมมนาวิชาการ จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดให้มีการพบปะกลุ่มผู้ปกครองและบุคคลออทิสติก และจันทบุรีได้จัดงานค่าย Day camp เป็นต้น

               ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติภายใต้ คำประกาศกรุงเทพ หรือ Bangkok Statement on Autism 2010 สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) และองค์การผู้ปกครองบุคคลออทิสติกระดับชาติตามประกาศของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดประชุมสมัชชาเครือข่ายผู้ปกครองออทิสติกเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีข้อมติการจัดทำ “แผนที่นำทางการพัฒนาระบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติก” (Roadmap to Promote Quality of Life for Persons with Autism) เพื่อเป็นแผนและแนวทางแก่องค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันมีบุคคลออทิสติกเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและระบบการจดทะเบียนคนพิการ รวมยอดกว่า ๘๐,๐๐๐ คน หากประเมินตามตัวเลขสถิติ ที่อัตราการเกิดภาวะออทิสซึม คือ ๖:๑๐๐๐ ของจำนวนประชากร จะมีบุคคลออทิสติกไทย กว่า ๓๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งตามแผนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๙ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดให้คนพิการ รวมถึงบุคคลออทิสติกได้รับการดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่แรกเกิดถึงปลายทางชีวิต

              นายชูศักดิ์ ได้กล่าวตอนท้ายว่า กลุ่มเครือข่ายบุคคลออทิสติก ดังกล่าว ได้เรียกร้องให้รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินเพื่อขับเคลื่อน แผนที่นำทางการพัฒนาระบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติก ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป (โพสต์ทูเดย์ดอทคอมออนไลน์/ ASTVผู้จัดการออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๒ เม.ย.๒๕๕๕)

ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชมร้านค้าในงาน  ภาพถ่ายร่วมกันโดยมี ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ อ.ชูศักดิ์ และผู้มีเกียรติอื่นๆ  การแสดงดนตรีจากเด็กออทิสติก  การสาธิตการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็กออทิสติก

ข่าวจากสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

คนพิการร่วมปฏิรูปประเทศไทยสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2

คนพิการร่วมปฏิรูปประเทศไทยสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2

สมาชิกวุฒิสภา (นายมณเฑียร บุญตัน) เครือข่ายคนพิการเพื่อการปฏิรูป สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและองค์การคนพิการระดับชาติได้เข้าร่วมพิจารณาประเด็นเชิงนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในงานสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ ระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม – ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ พร้อมเสนอมติสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ ๑ ภายใต้แนวคิด "พลังคนพิการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน"

คณะกรรมการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยร่วมลงชื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมถ่ายรูปร่วมกับพิธีกรรายการยิ้มสู้

คณะกรรมการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเข้าร่วมฟัง ประเด็นนโยบายสาธารณเพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระคณะกรรมการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยเข้าร่วมงาน"การประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2"

ข่าวจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

พัฒนาตลาดน้ำตลิ่งชันให้คนพิการสามารถท่องเที่ยวได้

โครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาตลาดน้ำตลิ่งชันให้

คนพิการสามารถท่องเที่ยวได้

                 สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และประชาคมชุมชนเขตตลิ่งชันจัดกิจกรรม “โครงการส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาตลาดน้ำตลิ่งชันให้คนพิการสามารถท่องเที่ยวได้” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2555  ณ ตลาดน้ำตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากนางอัมพวัน  พรหมสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต สำนักงานเขตตลิ่งชัน เป็นประธานเปิดงาน  การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์บูธส่งเสริมอาชีพคนพิการ ซึ่งจำหน่ายสินค้าที่ผลิตโดยคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ  รวมทั้งส่งเสริมให้สังคมได้รับรู้และตระหนักว่าคนพิการเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพ มีความสามารถเหมือนกับบุคคลทั่วไป

                 กิจกรรมในงาน ประกอบด้วยการแสดงของเด็กพิการทางกายและการเคลื่อนไหวจากสถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพ (บ้านนนทภูมิ)  การแสดงดนตรีไทยออทิสติก จากสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) การแสดงดนตรีสากลคนตาบอด จากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย การแสดงดนตรีสากลคนตาบอด จากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการ โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นคนพิการทุกประเภทความพิการ อาสาสมัครชุมชนในเขตตลิ่งชันและประชาชนทั่วไปที่มาท่องเที่ยวในตลาดน้ำตลิ่งชัน รวมทั้งสิ้น 100 คน

ภาพถ่ายร่วมกันระหว่างผู้แทนสมาคมสภาคนพิการฯและกรุงเทพมหานคร

การแสดงระนาดจากศูนย์อาชีพออทิสติกไทย

การแสดงกิจกรรมเข้าจังหวะระหว่างเด็กๆกับผุ้พิการวิลล์แชร์

ข่าวจากสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

วันคนพิการกรุงเทพมหานคร ชีวิตไม่ท้อ...กทม.รักคุณ

วันคนพิการกรุงเทพมหานคร

ชีวิตไม่ท้อ...กทม.รักคุณ

          เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555  สำนักงานการสงเคราะห์และสวัสดิภาพสังคม สำนักพัฒนาสังคม ได้จัดงานวันคนพิการกรุงเทพมหานคร  “ชีวิตไม่ท้อ...กทม.รักคุณ”  ณ โรงแรมโกลเด้นท์ ทิวลิป ซอฟเฟอริน  โดยมีนางทยา  ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมการจัดงานวันคนพิการ ประกอบด้วยเวทีการเสวนา การจัดนิทรรศการ การแสดงดนตรีโดยคนพิการทางการมองเห็น โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน

ภาพบรรยากาศบนเวทีเสวนา

ในเวทีการเสวนา หัวข้อ “สิทธิของคนพิการในการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ”  ในครั้งนี้ นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้มาเป็นวิทยากรอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทและผลงานของสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตคนพิการทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย  โดยในระดับพื้นที่ได้จัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภทประจำจังหวัดซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้มีคณะอนุกรรมการฯ กรุงเทพ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ซึ่งมีงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในกรุงเทพประมาณ 5 ล้านบาท  ส่วนในระดับนโยบาย ผลงานเด่นของสภาคนพิการฯ คือการผลักดันให้เกิดระบบการจ้างงานคนพิการ 100 : 1 และร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วยนายจ้าง คนพิการและหน่วยงานรัฐ เพื่อพัฒนาระบบการจ้างงานคนพิการให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้สภาคนพิการฯ ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) ท้องถิ่นและกรุงเทพฯ สร้างระบบการช่วยเหลือคนพิการโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กล่าวคือ 1) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ช่วยเหลือคนพิการ (อพมก.) โดยผลักดันให้เกิดข้อบัญญัติ และการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ 2) ผู้ช่วยคนพิการ โดยสภาคนพิการฯ ร่วมกับสมาคมคนพิการแต่ละประเภทความพิการในการจัดอบรมผู้ช่วยคนพิการ ปัจจุบันกรุงเทพมีผู้ช่วยคนพิการประมาณ 30 คน และ 3) การผลักดันให้รัฐเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษครูที่สอนคนพิการ

อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ วิทยากรอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสมาคมสภาคนพิการฯ

นอกจากนั้น นางสาวสุธิดา จุฑามาศ ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ได้มาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของคนพิการ และผลการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  และนายสมศักดิ์ บรรจง ซึ่งเป็นคนพิการและหันมาสู้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเป่าแก้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากเงินกองทุน ได้มาเป็นวิทยากรบรรยายเพื่อให้ข้อคิดแก่คนพิการในการประกอบอาชีพให้ประสบความสำเร็จ

 

ข่าวจากสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

พก.จี้รัฐใส่ใจงบพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

พก.จี้รัฐใส่ใจงบพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

 

โลโก้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พ.ก.)

พก.จี้รัฐใส่ใจงบพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เผยงบสำหรับคนพิการ ปี 55 ปรับขึ้น 10% หรือ 10,000 กว่าล้านบาท พร้อมปรับแนวคิดเวทนานิยมไปสู่หลักด้านสิทธิคนพิการที่มีรูปธรรมมากขึ้น ...

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่โรงแรมปริ๊นพาเลซ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดย นางนภา เศรษฐกร เลขาธิการ พก. เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2555-2559 เมื่อ ต.ค.2554 โดยมี 5 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 1.ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม 2.สร้างสภาพแวดล้อม พัฒนาเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ 3.สร้างเสริมพลังอำนาจให้แก่คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ 4.ส่งเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งขององค์กรด้านคนพิการและเครือข่าย และ 5.สร้างเสริมเจตคติเชิงสร้างสรรค์ต่อความพิการและคนพิการ

นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เป็นแผนที่องค์กรคนพิการมีส่วนร่วมจัดทำมากที่สุด ซึ่งขณะนี้องค์กรคนพิการได้ขับเคลื่อนงานตามแผนแล้ว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนแนวคิดเวทนานิยมไปสู่หลักคิดด้านสิทธิคนพิการที่มีรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น รวมถึงเบี้ยความพิการเดือนละ 500 บาท เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้รัฐบาลเห็นความสำคัญคนพิการ แต่สิ่งที่เราต้องการขณะนี้คืองบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ล่าสุดระบุว่ามีการจัดสรรงบประมาณปี 2555 สำหรับคนพิการเพิ่มขึ้น 10% หรือวงเงิน 10,000 กว่าล้านบาท แต่งบดังกล่าวเหมือนภาพลวงตา เพราะส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องของอาคารสถานที่ เงินเดือน รวมถึงเป็นเบี้ยความพิการที่รัฐต้องจัดสรรอยู่แล้ว ขณะที่งบพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทบไม่มีเลย นอกจากนี้ความมั่นคงในนโยบายคนพิการก็แปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล กว่าเราจะทำความเข้าใจให้รัฐบาลเห็นความสำคัญคนพิการต้องใช้เวลาเกือบปี ดังนั้นองค์กรคนพิการจึงต้องการใช้หลักนิติรัฐเข้ามาช่วย โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กำหนดชัดเจนในการจัดสรรงบประจำปีที่ต้องตอบสนองต่อแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
 

นายชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จากการพูดคุยกับสถานประกอบการหลายแห่งพบความต้องการคนพิการเข้าทำงานรวมกว่า 16,000 อัตรา แต่ติดปัญหาที่คนพิการขาดความรู้ ไม่มีคุณวุฒิและทักษะวิชาชีพ ซึ่งนโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมอาชีพคนพิการเวลานี้เงียบมาก นอกจากนี้เราอยากจะผลักดันให้เกิดสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานคนพิการ ที่จะพัฒนาทักษะวิชาชีพสำหรับคนพิการอย่างจริงจัง เรื่องนี้ผลักดันมา 10 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่เกิดผล อย่างไรก็ตามคนพิการไม่ได้มองที่รายได้เป็นหลัก แต่เราต้องการงาน เพราะการมีงานทำเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้คนพิการต้องการเป็นส่วนหนึ่ง หรือมีส่วนร่วมไม่ใช่เป็นส่วนเกินของสังคม

ข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์17มกราคม2555

http://www.thairath.co.th/content/edu/231251


 

แถลงการณ์เปิดตัวชมรมคนรักหลักประกันสุขภาพ

โลโก้ชมรมคนรักหลักประกันสุขภาพ

 

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2555

เปิดตัว กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ

8 มกราคม 2555

นับเป็นเวลา 10 กว่าปีมาแล้ว (ตั้งแต่กลางปี 2543) ที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งจำนวนกว่า 9 หมื่นคน ได้ร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายประชาชน ”ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ขณะนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องได้ 5 หมื่นชื่อ แต่เนื่องจากประชาชนเครือข่ายต่างๆพบว่าการได้มาซึ่งหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสมควรได้รับ เช่นเดียวกันเป็นหน้าที่ของรัฐพึงดำเนินการโดยเร่งด่วน  จึงร่วมแรงร่วมใจ ลงทุนลงแรงในการระดมรายชื่อ ซึ่งส่งผลให้มีการกำหนดในนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจนทำให้ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ด้วยการชูนโยบายสนับสนุนให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในชื่อ “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” จากนั้นด้วยแรงประสานภาคีต่างๆ ทำให้รัฐบาล ขบวนประชาชน และนักวิชาการ ผนึกกำลังกันผลักดันให้สามารถออกกฎหมาย “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เมื่อปลายปี 2545 ปฏิบัติการของกฎหมายฉบับนี้คือก่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาของประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ครอบคลุม และเป็นธรรมกับทุกคน

 

ประวัติศาสตร์ 10 ปีที่ผ่านมามีการยกระดับจากความใฝ่ฝันของประชาชน เป็นกฎหมายของประเทศ ยกเลิกการเก็บเงิน 30 บาททุกครั้งที่ไปรับบริการ พัฒนาระบบการบริหารจัดการรักษาสุขภาพแบบมีมาตรฐาน บนพื้นฐานการคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างเป็นจริง เป็นธรรม สำหรับทุกคน ไม่เปิดโอกาสให้การรักษาพยาบาลเป็นธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรเกินควร หน่วยงานของรัฐภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ตัองปรับตัวเองให้เป็นนักบริหารระบบสุขภาพอย่างมีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มทุน ทั้งการรักษา การฟื้นฟูเยียวยา และการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ที่ผ่านมากว่าทศวรรษก่อให้เกิดระบบการจ่ายเงินค่ารักษาที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ อย่างมืออาชีพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นระบบประกันสุขภาพระบบแรกและระบบเดียวที่ผู้แทนประชาชนส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมในการบริหารและการควบคุมคุณภาพ

 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่กำหนดว่ารัฐต้องดำเนินการหลอมรวมระบบหลักประกันสุขภาพทั้งประเทศให้เป็นระบบเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และคุ้มครองสิทธิการรักษาเท่าเทียมกัน ยังไม่บรรลุผล ปัจจุบันยังมีระบบการรักษาพยาบาลถึง 3 ระบบ ของข้าราชการ ผู้ประกันตนในประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลปัจจุบันซึ่งมาจากพรรคเดียวกันที่สนับสนุนและสร้างกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา ยังไม่ได้ปรากฏวิสัยทัศน์ไกลไปกว่าจะ “เก็บเงิน 30 บาทอีกครั้ง แต่การเก็บเงินที่จุดบริการไม่ทำให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาคของคนที่ยังเหลื่อมล้ำกันในเรื่องรายได้ ความยากลำบากในการเดินทางเข้าถึงการรักษา การปล่อยให้โรงพยาบาลเอกชนร่วมมือกับประกันสังคมสร้างภาพการรักษาที่แตกต่าง รวมหัวกันขึ้นค่ารักษาอย่างมีเลศนัย การออกมาประกาศเรื่องการรักษาของผู้ประกันตนรายวัน โดยไม่รู้ว่าทำไมไม่ทำมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วปล่อยให้ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้รับการรักษาที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพมาตั้งนาน การไม่ยอมหลอมรวมระบบประกันสุขภาพทั้งสามภายใต้ระบบการรบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและไม่เปิดโอกาสให้มีการแสวงผลประโยชน์เกินควรของผู้ให้บริการ ตลอดจนการไม่ยับยั้ง ไม่ชลอการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาของคนต่างชาติทั้งๆที่คนในประเทศยังต้องรอคิวรับการรักษาเหล่านี้คือ ภัยคุกคามต่อระบบหลักประกันสุขภาพ การยิ่งขาดแคลนแพทย์ พยาบาลมากขึ้น การสร้างภาพค่ารักษาที่สูงเกินจริง การสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างบริการสำหรับคนจน คนรวย ที่อาจทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกทิศถูกทาง หรือเท่าที่ควร เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการบางส่วนสามารถแสวงผลประโยชน์เกินควรบนความลำบากในการเข้าถึงสิทธิอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยของประชาชนส่วนใหญ่

 

เครือข่ายประชาชนที่ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเฝ้าติดตาม และให้เวลากับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาล รัฐมนตรีสาธารณสุขมาโดยตลอด ตระหนักถึงภาวะคุกคามนี้ จึงต้องออกมาส่งเสียงและแสดงตัวตนว่าเราเป็น “กลุ่มคนที่รักหลักประกันสุขภาพ” พร้อมจะปกป้องให้ระบบนี้เป็นระบบแห่งชาติอย่างแท้จริง ต้องการจับตามองการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่สวนทางกับพัฒนาการก้าวหน้าที่ผ่านมา การชูนโยบายกลับมาเก็บ 30 บาทอีกครั้งทุกครั้งที่รับบริการเพียงเพื่อลบล้าง พัฒนาการที่เกิดขึ้นในระหว่างรัฐบาลชุดอื่นเพื่อ รีแบรนด์ อีกครั้งเป็นการคิดที่ล้าหลัง และไม่รับผิดชอบต่อหลักการที่ถูกต้อง 

 

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. จับตาการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐมนตรีสาธารณสุข และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และกฎหมายที่ประชาชนร่วมสร้างมาแต่ต้น
  2. การเปิดโปงความไม่โปร่งใสของการดำเนินงานของระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งการบริหารจัดการส่วนกลาง และการดำเนินการในระดับ จังหวัด อำเภอ ตำบล และสถานพยาบาล
  3. การนำเสนอข้อเท็จจริงของการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีคุณภาพ มีมาตรฐาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบการรักษาของบัตรทองมีมาตรฐานและคุ้มค่า มากกว่าระบบของข้าราชการที่ผลาญเงินภาษีอย่างมหาศาล และการสร้างมายาภาพของประกันสังคม

 

วันนี้ เราซึ่งมาจากทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นตัวแทนของประชาชนที่ร่วมในปฏิบัติการของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงขอประกาศจัดตั้ง “กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ” เพื่อดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น

แถลงมา ณ วันที่ 8 มกราคม 2555

 

ผู้ประสานงาน   สุรีรัตน์ ตรีมรรคา  โทร 081 7165927

                   ณัฐกานต์ กิจประสงค์ โทร. 084 7088899

โฆษกกลุ่ม       สุภัทรา นาคะผิว โทร. 081 614 8487

                   กชนุช  แสงแถลง โทร. 089 764 9153

                   บารมี   ชัยรัตน์ โทร. 081 685 9458

คณะทำงาน      ชโลม   เกตุจินดา                 

                   สวัสดิ์   คำฟู

                   ประคำ ศรีสมชัย

                   รุ่งเรือง กัลย์วงศ์

                   จรรยา  แสนสุภา

บริษัท วงศ์ธนาวุฒิ จำกัด ประดิษฐ์ขาเทียมมอบให้ผู้พิการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

บริษัท วงศ์ธนาวุฒิ จำกัด โดยคุณวุฒิวศ์ ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ประดิษฐ์ขาเทียมสำหรับผู้พิการขาขาดตั้งแต่เหนือเข่า โดยเป็นเพียงรายเดียวที่สามารถประดิษฐ์ขาเทียมให้ผู้ที่สวมสามารถงอขานั่งพับเพียบและเดินได้เช่นคนปกติ ทำให้ผู้พิการทุกคนที่ต้องการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ในการนี้คุณวุฒิวงศ์ไม่ต้องการรับเงินบริจาคแต่อย่างใดเพียงแต่ ต้องการความช่วยเหลือ

โดยหากท่านพบ ผู้พิการในถิ่นห่างไกลที่ต้องการขา เทียมโปรดช่วยจดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ให้แก่คุณวุฒิวงศ์โดยตรงที่ โทรศัพท์  081-847-9374  

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดหาอุปกรณ์เครื่องช่วยฯ ให้แก่คนพิการที่อยู่ในพื้นที่อุทกภัย

                สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีแนวทางสนับสนุนการจัดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ให้แก่คนพิการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยสนับสนุนให้น่วยบริการจัดหาอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการให้กับคนพิการตามแนวทางที่กำหนด แต่เนื่องจากปัจจุบันมีหลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย เกิดน้ำท่วมที่อยู่อาศัยทำให้ประชาชนต้องอพยพเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปอยู่อาศัยที่อื่น โดยเฉพาะคนพิการที่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฯ และประสบปัญหาอุปกรณ์เครื่องช่วยฯ  เกิดการชำรุดหรือสูญหายในระหว่างการอพยพเคลื่อนย้าย แต่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฯ สำหรับชีวิตประจำวัน

            สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงใคร่ขอความร่วมมือหน่วยบริการจัดหาอุปกรณ์เครื่องช่วยฯ ให้แก่คนพิการที่อยู่ในพื้นที่อุทกภัยหรือประสบปัญหาจากอุทกภัยเพื่อทดแทนอุปกรณ์เครื่องช่วยฯ เดิมที่ชำรุดหรือสูญหายจากปัญหาอุทกภัยตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยให้ยกเว้นหลักเกณฑ์ที่กำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เครื่องช่วยฯ ที่กำหนดไว้ จนกว่าปัญหาอุทกภัยจะบรรเทาลง และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแจ้งยกเลิกการดำเนินการดังกล่าว

หน้า