คุณอยู่ที่นี่
เกี่ยวกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท แห่งประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2526 หลังจาก ผศ. วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ จบการศึกษามาจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้กลับมาปฎิบัติราชการต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ (พิการทางการเคลื่อนไหว) ได้เชิญชวนให้ไปร่วมประชุม กับคนพิการทุกประเภท รวมทั้งผู้ปกครองเด็กปัญญาอ่อน โดยถือเป็นการประชุมคนพิการทุกประเภทระดับชาติ ครั้งที่ 1 โดยจัดประชุมที่โรงแรมไอยรา จังหวัดเชียงใหม่ในระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม พุทธศักราช 2526 วัตถุประสงค์หลักของการจัดประชุมคือ การจัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภท และจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ช่วยคนพิการได้อย่างไร” โดยการประชุมครั้งนี้นายพิพัฒน์ ประสาธน์สุวรรณ (พิการทางการเคลื่อนไหว) เป็นประธานจัดงานส่วนภูมิภาคโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 134 คน โดยผลของการประชุมครั้งนั้น ที่ประชุมได้มีมต ิจัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.เป็นตัวแทนให้กับคนพิการทุกประเภทในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการป้องกันความพิการ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และความเท่าเทียมกันในโอกาสของคนพิการ
2.จัดสัมมนา ฝึกอบรม ให้กับคนพิการเพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน
3.เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้กับคนพิการและสาธารณชน
3.1 เพื่อให้คนพิการรู้ถึงสิทธิ และหน้าที่ของตน
3.2 เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจคนพิการได้อย่างถูกต้องและดียิ่งขึ้น
4.ประสานหาแหล่งเงินทุนให้กับองค์กรของคนพิการ เพื่อนำไปดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่คนพิการ
ส่วนเหตุผลที่นำคำว่า “คนพิการทุกประเภท” มาเป็นชื่อของสภาคนพิการ" แทนคำว่า “คนพิการ” เนื่องจากจะมีการจัดตั้งสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาคมของคนพิการทางการเคลื่อนไหว ดังนั้น จึงต้องใช้คำว่า “สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย” เพื่อมิให้ชื่อของทั้งสองสมาคมซ้ำซ้อนกันและเป็นการเน้นให้เห็นว่า เป็นองค์กรของคนพิการทุกประเภท นั่นเอง ที่ประชุมได้มีมติเลือก นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ ให้เป็นประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยคนแรก โดยมีนายกของสมาคมแห่งชาติของคนพิการแต่ละประเภทเป็นรองประธานโดยตำแหน่ง ส่วน ผศ. วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย
ในปี พ.ศ. 2524 สหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นปีคนพิการสากล คนพิการได้มีการรวมตัวกันและจัดประชุมสภาคนพิการโลกครั้งแรกขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2525 ส่วนประเทศไทยได้จัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2526 ดังที่กล่าวมาแล้ว การทำงานของ ผศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ในตำแหน่งประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย คนที่ 3 งานที่สำคัญงานแรกที่ได้รับมอบหมาย คือ การจัดประชุมกรรมการบริหารสภาคนพิการโลก ซึ่งเป็นการจัดประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับคนพิการครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 20 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ณ โรงแรมบางกอกพาเลช กรุงเทพฯ สำหรับวัตถุประสงค์การประชุมก็เพื่อให้คนพิการมีโอกาสเท่าเทียมกับผู้อื่นสนับ สนุนให้ประเทศที่ยังไม่มีองค์กรของคนพิการได้จัดตั้งองค์กรของคนพิการขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสมัชชาคนพิการเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2531 การจัดประชุมดังกล่าวเป็นการฝึกอบรมผู้นำคนพิการของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย - แปซิฟิก ผศ. วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ได้มอบหมายให้ นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ เป็นประธานดำเนินการจัดประชุมสมัชชาคนพิการเอเชียและแปซิฟิกเพราะเป็นงานต่อเนื่องที่ นายณรงค์ เคยเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาเอเชีย - แปซิฟิก ครั้งที่ 1 ที่ประเทศปากีสถาน ย่อมทราบประเด็นความต้องการต่อเนื่องของเนื้อหาการประชุมเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การจัดการประชุมระดับนานาชาติจำเป็นที่จะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก แต่เวลานั้นสภาคนพิการฯ มีเงินงบประมาณที่โครงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นานาชาติ ( IHAP) มอบให้สภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทย ไว้ประมาณ 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ผศ. วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ จึงขอความสนับสนุนให้องค์กรคริสเตียนเพื่อคนพิการ ซึ่งมีนายอนันต์ เลรามัญ เป็นหัวหน้าองค์กร เขียนโครงการเพื่อเสนอ ของบประมาณจัดการประชุม จากไจก้า สำหรับเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหารของคนพิการต่างชาติที่เข้าร่วมประชุม ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับคนพิการไทยที่เข้าร่วมประชุมนั้นขอเงินสนับสนุนจาก ห้างร้านบริษัทและบุคคลทั่วไป นอกจากนั้นรัฐบาลไทย ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนเป็นเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) เป็นค่าจัดเลี้ยงต้อนรับ และค่ารับรอง ผู้เข้าร่วมประชุม การจัดงานครั้งนี้ คณะกรรมการบริหารสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยได้เรียนรู้การเขียนโครงการเพื่อหาเงินสนับสนุนกิจกรรมที่ต้องการทำ ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้สภาคนพิการฯ มีเงินเหลือจากการจัดงานหลายแสนบาท เพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็นล่าสุด